วัดผล ROI ของ AI อย่างไร: คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิจไทยในปี 2026

ลดทีมงาน ลดความเครียด ด้วย AI! ค้นพบวิธีวัดผล ROI ของ AI อย่างแท้จริง และนำไปปรับใช้ในธุรกิจของคุณ เพื่อประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

ในปี 2016 ผมมีทีมงานขนาดใหญ่มาก สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจคือตอนนั้นผมต้องกินยาแก้เครียดทุกวัน ทำไมหรือครับ? เพราะภาระของการมีทีมใหญ่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุนค่าทีมเท่านั้น แต่ยังเป็นภาระทางจิตใจที่เราต้องคอยช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ และด้วยความที่ผมจบวิศวะหุ่นยนต์มา อาจจะยังไม่มีพื้นฐานการบริหารจัดการความรู้สึกได้ดีเหมือนทุกวันนี้ ผมจึงอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างเครียด

แต่ลองมองมาที่ปี 2026 ณ ปัจจุบัน ด้วย AI ผมมีทีม Full-Time เพียงแค่ 3 คน และทีม Outsource/Freelance ที่ช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ตอนนี้ผมไม่ต้องกินยาแก้เครียด เพราะทุกวันผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อดูแลลูกค้า และสร้างคอนเทนต์แบบนี้เพื่อแบ่งปันในภาพใหญ่

หนึ่งคำถามที่ผมได้รับเสมอคือ “คุณเจได เราจะวัดผลจุดคุ้มทุนของ AI อย่างแท้จริงได้อย่างไรบ้าง?” ผมจึงถือโอกาสทำบทความนี้มาสอนแต่ละขั้นตอน เพื่อให้เพื่อนๆ นำไปลงมือทำและปลดล็อกจุดคุ้มทุนในธุรกิจได้อย่างแท้จริง ถ้าคุณดูบทความนี้จบและทำตามครบทุกข้อ บวกกับคุณดูช่องของผมมาสักพักแล้ว และนำเครื่องมือต่างๆ ที่ผมสอนไปลงมือทำ ไม่มีทางที่คุณจะหาจุดคุ้มทุนไม่เจอแน่นอนครับ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาลุยกันเลยครับ

1. สร้างความชัดเจนในกระบวนการทำงาน (Process Clarity)

ขั้นตอนแรกที่ผมอยากให้ทุกคนทำคือ มีความชัดเจนในกระบวนการปัจจุบันของธุรกิจคุณ ผมเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนรู้ว่ามียอดขาย รู้ว่ามีกำไร และมีเงินเหลือในบัญชีเมื่อสิ้นเดือน สามารถสั่งสินค้า เติมสต็อกได้ แต่หลายคนยังไม่เคยมานั่งวาดกระบวนการทำงานของตัวเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นองค์กรที่เพิ่ง Startup และเติบโตอย่างรวดเร็ว หลายคนไม่เคยเขียนบันทึกเลยว่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกค้าเจอคุณ จนถึงปลายทางสุดท้ายที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนั้น เกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างทาง

ดังนั้น สิ่งแรกที่ผมอยากเชิญชวนทุกคนให้ทำคือ หลังจากอ่านบทความนี้จบ ลองเขียนแผน Customer Journey ของคุณออกมาหน่อยครับว่า ตั้งแต่ที่ลูกค้าเห็น Ad คุณ เจอคุณผ่าน Billboard จนถึงทางที่เขาจะมาซื้อจากคุณนั้น มีอะไรที่ต้องเกิดขึ้นบ้าง มี Conversation หรือบทสนทนากี่ครั้งที่เกิดขึ้น คุณต้องส่ง Message หาเขากี่ครั้ง Follow up กี่ครั้งถึงจะปฏิเสธหรือ Say Yes ลองค่อยๆ Map out ออกมา

และถ้าคุณยังไม่ชัดเจน ผมบอกเลยว่า 80% ของกระบวนการในธุรกิจคุณ โดยเฉพาะงานที่เกิดขึ้นในคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณสามารถให้ AI ช่วย Offload ได้หมดแล้ว แต่ปัญหาคือคุณยังไม่เคยเขียนออกมานั่นเอง

กระบวนการที่ 1: Sales Process (จากคนแปลกหน้าสู่ลูกค้า)

นี่คือกระบวนการแรก: เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ามาเป็นลูกค้า

กระบวนการที่ 2: Customer Retention & Referral (จากลูกค้าสู่ผู้บอกต่อ)

หลังจากที่เขาซื้อสินค้าเรา มาเป็นลูกค้าเราแล้ว และหลังจากนั้นที่เขาได้รับ Service ที่ดีจนถึงขั้นบอกต่อ มีขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องเกิดขึ้น? ถ้าคุณยังไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย อยากให้ทุกคนคิดดีๆ เลยนะครับว่า จากจุดที่เขามาเป็นลูกค้าคุณ จนถึงจุดสุดท้ายที่เขาได้รับประสบการณ์ที่ดีจนเขารีเฟอร์เพื่อนๆ ของเขา ต้องเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้ายังไม่มี วาดออกมาเลยนะครับว่าคุณอยากให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

อย่างเช่น สมมุติวันนี้เขาสั่งสินค้า สมมุติว่าคุณขายเครื่องสำอางสักอัน เป็นครีมกันแดดก็ได้ ถ้าลูกค้ากดสั่งซื้อผ่าน Shopee สินค้านั้นส่งไปที่ศูนย์กระจายสินค้าของคุณ ที่ป้ายชื่อของลูกค้า แล้วก็ส่งออกไป และจบแค่นั้น หรือทุกๆ กล่องมีอะไรบางอย่างที่คุณใส่เข้าไปเพื่อให้เขา ถ้าเขาใช้แล้วเขาชอบ มีส่วนลดให้เขากลับมาซื้อซ้ำไหม หรือถ้าเขาชอบแล้วคุณบอกว่า ถ้าถ่ายรีวิวให้คุณ Tag คุณใน Facebook หรือใน IG แล้วคุณจะมีแคมเปญให้กับเขาสำหรับคนที่ Tag คุณใน Social Media ถ้าคุณยังไม่มี โอ้โห ผมบอกเลยว่าคุณพลาด Opportunity มากๆ เลย ดังนั้น ไป Map ดูว่าจากจุดที่ลูกค้านั้นเป็นลูกค้าคุณแล้ว จนถึงขั้น Referral หรือว่ากลับมาซื้อซ้ำ คุณอยากให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าคิดไม่ออก ถาม AI เลยครับ!

กระบวนการที่ 3: VIP Customer Journey (จากลูกค้าสู่ลูกค้า VIP)

อีกหนึ่งกระบวนการคือ เมื่อเขาซื้อสินค้าเราไปแล้ว ได้การ Referral จากคุณแล้ว คุณจะให้เขากลับมาซื้อซ้ำ มี Activity อันไหนที่มันควรจะเกิดขึ้นหลังการขายที่จะทำให้ลูกค้าที่ซื้อคุณเพียงแค่ 1-2 ชิ้น กลายเป็นคนที่เป็น VIP Customer ของคุณให้ได้ ลองไปวาดออกมาดูนะครับ แล้วเมื่อคุณวาดออกมา หรือถ้าคุณคิดไม่ออก คุณลองค่อยๆ เขียนไอเดียก็ได้ว่าคุณอยากให้เกิดอะไรขึ้น

คุณสามารถเอาหน้านั้น โยนเข้าไปให้กับ AI แล้วก็ให้ AI ช่วยเสนอให้กับคุณก็ได้ จะเป็น ChatGPT, Claude ได้หมดเลย ไม่สำคัญ เพราะสุดท้ายแล้ว AI มันเป็นแค่เครื่องมือที่จะช่วยคุณทุ่นแรงการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น ให้สนุกขึ้น ทำให้ไม่ต้องใช้ทีมเยอะเหมือนสมัยก่อน

2. สร้างความชัดเจนในช่องทาง (Channel Clarity)

ข้อที่ 2 ที่อยากจะให้คุณทำก็คือว่า คุณลองมาคิดหน่อยครับว่า ณ ปัจจุบันนี้ ช่องทางไหนของคุณกันแน่ที่สร้างรายได้ให้มากที่สุด หรือที่ผมเรียกว่า Channel Clarity ตัว Channel Clarity ก็คือว่า ถ้าให้คุณเลือก ณ ปัจจุบัน ถ้ามีแค่คุณและทีมงานอีกแค่ 1 คน คุณสามารถจะโฟกัสช่องทาง 1 ช่องทางที่ทำรายได้ให้คุณและสร้างกำไรให้คุณได้มากที่สุด คุณจะเลือกช่องทางไหน?

สำหรับหลายคนอาจจะบอก E-commerce ครับคุณเจได หน้าร้านครับ Facebook หรือสำหรับบางคนก็อาจจะบอกว่าไม่รู้ ถ้าไม่รู้ เป็นโอกาสให้คุณได้ไป Out! เพราะเมื่อคุณชัดเจนว่าช่องทางไหนที่สร้างรายได้ให้กับคุณนั้นมากที่สุด คราวนี้คุณสามารถให้ AI ไปช่วยคุณให้ขยายแล้วก็ไป Double Down ในช่องทางที่มันสร้างรายได้ให้กับคุณได้มากอยู่แล้ว เพื่อทำให้มันดีขึ้น ให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่คุณจะมานั่งนอยว่า เฮ้ย โอ้โห เขาบอกให้ทำคลิปบน TikTok เขาบอกให้ไลฟ์บน TikTok เพราะคนอื่นทำอย่างนู้นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วช่องทางที่ทำรายได้ให้คุณเยอะที่สุดมันอาจจะเป็นผ่าน Service บางอย่างที่คุณให้

ดังนั้น เอาเวลา เอาเงิน เอาเครื่องมือที่คุณจะจ่าย AI จะเป็น 2,000, 3,000, 7,000, 5,000, 10,000 ก็ตาม เอาไปโฟกัสในเครื่องมือที่จะช่วยคุณทำเงินได้มากขึ้น ไม่ใช่เอา AI มาอุดช่องโหว่ที่มันเป็นตัว Leak ในกระบวนการของคุณอย่างเดียว ซึ่งมันดีนะในการลดต้นทุน เป็นการทำสิ่งที่คุณทำไม่ได้ แต่สำหรับผม จากผลประกอบการที่ผมถามลูกศิษย์ของผม เอาสิ่งที่มันทำได้ดีอยู่แล้ว เขย่าให้มันดีขึ้น และทำให้เรามีคนรู้จักมากขึ้น ยังดีกว่าที่จะพยายามตั้งช่องทางใหม่ สร้างตัว Reputation ใหม่ คุณจะเห็นการคืนทุนกับนั้นช้ามากๆ

3. สร้างความชัดเจนในผลิตภัณฑ์ (Product Clarity)

ข้อที่ 3 ครับ เมื่อคุณชัดเจนในกระบวนการทำงานของคุณ ชัดเจนแล้วว่า Channel ไหน ช่องทางไหนที่นำลูกค้าให้คุณได้มากที่สุด เรามาพักที่ 3 ครับ ก็คือ Product Clarity ครับ ตกลงแล้วสินค้าตัวไหนของคุณ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีหลายๆ Product ผมท้าทายคุณเลยครับ ไปดูตัวเลขดีๆ ไปคำนวณต้นทุนดีๆ อะไรกันแน่ที่ทำกำไรเพื่อเลี้ยงธุรกิจของคุณอยู่ ณ ปัจจุบัน ที่ช่วยจ่ายค่าเงินเดือนของคุณ จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าเช่ารถ อะไรกันแน่ที่เป็นตัวทำเงิน?

เพราะถ้าคุณไม่รู้ อันนี้เป็นอีกปัญหานึงมากๆ เลย เพราะหลายคน และตอนสมัยที่ผมมีทีมที่ใหญ่ ผมก็พยายามที่จะเห็นไอ้นี่ดี มันมีตลาดอันนั้นดีก็อยากจะขายบ้าง สุดท้ายไปทำมามี Product เต็มเลยครับ สิ่งที่เราควรจะทำคือไป Double Down ให้มันดีขึ้น ให้มันขยายตลาดได้มากขึ้น ให้เราสามารถที่จะกินส่วนแบ่งของตลาดได้มากขึ้น กลายเป็นว่าเราไป Split Focus ของเราในแต่ละ Industry มากเกินไป จนสุดท้ายแล้วไอ้ตัวที่ทำเงินให้เราตัวหลักกลับกลายเป็นว่าเราไม่ได้ไปโฟกัส พอเราไม่ได้โฟกัส ไอ้ตัวอื่นๆ เราต้องเอาอะไรครับ เราต้องเอากำไรจากตัวที่ 1 มาเลี้ยงตัวที่ 2 เอากำไรจากตัวที่ 2 ไปเลี้ยงตัวที่ 3 สรุปแล้วกลับมาหา Founder กลับมาหาเจ้าของธุรกิจเหลือน้อยกระจิดนิดเดียว

ดังนั้น ชัดเจนก่อนว่าสินค้าไหนในธุรกิจของคุณที่สร้างกำไรให้กับคุณบ้าง และไม่อยากให้ดูแค่รายได้ครับ เพราะรายได้เป็นแค่ 1 มิติของตัวเลขในเชิงธุรกิจ รายได้เยอะขนาดไหน ถ้าไม่มีกำไรแล้วยังขาดทุนเปล่าประโยชน์ ดังนั้น นอกเหนือจากรายได้แล้ว ดูตามกำไรด้วยนะครับ

คราวนี้ครับ เมื่อคุณชัดเจนแบบนี้ คุณได้ 3 ข้อนี้แล้ว คุณสามารถโยนข้อมูลพวกเนี้ย โยนเข้าไปให้กับ ไม่ว่าจะเป็น Claude เป็น ChatGPT เป็นอะไรก็ตาม โยนเข้าไปให้มัน และให้มันช่วยคุณเสนอวิธีการที่คุณจะ Scale ได้แล้ว คราวนี้มันจะชัดเจน เพราะว่าอะไรครับ เมื่อคุณชัดเจน AI คุณก็จะชัดเจน เพราะถ้าใครที่มาเรียนในคลาสผมจะจำได้แล้ว ผมเคยพูดไปในช่องนี้ด้วยว่า สุดท้ายแล้ว AI ทุกๆ ตัวครับ ตอนนี้ความฉลาด ตัวระดับความอัจฉริยะของมันน่ะ มันใกล้เคียงกันมากๆ สิ่งที่มันขาดก็คือว่า มันขาด Context หรือขาดตัวบริบทของคุณ ซึ่งทางเดียวที่คุณจะให้มันมีให้ได้ให้ครบ ก็คือคุณต้องเริ่มชัดเจนกับกระบวนการของคุณก่อน ของ Product ของคุณก่อน ของ Channel ของคุณก่อน และจากตรงนี้เอง คุณสามารถที่จะให้ AI นั้นช่วยคุณ Spin up ไอเดียใหม่ๆ ที่จะไป Double Down กับสิ่งที่มันทำได้ดีอยู่แล้ว และช่วยลดต้นทุน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตามที่คุณต้องการ และสุดท้ายมันจะมีจุดคุ้มทุนที่ชัดเจน เหมือนที่ทุกวันนี้ผมใช้เครื่องมือทุกๆ ตัวที่ผมแนะนำเพื่อนๆ ไป ผมใช้เพราะผมมีคอขวดที่ชัดเจน เฮ้ย ถ้าผมทำคอนเทนต์ได้ดีขึ้น ผมจะสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายผมได้มากขึ้น ตัว Messaging ผมชัด ผมรู้ว่าโอเคจะได้ลูกค้าแบบนี้ ถ้าผมทำคลิปที่เกี่ยวกับแบบนี้จะได้ลูกค้าแบบนี้ ผมก็มีความชัดเจน เพื่อที่เวลาผมออก Product ใหม่ มันก็จะตรงตามโจทย์ที่ผมได้จากเพื่อนๆ ทุกคนจากการเก็บ Data ที่ผมเก็บนั่นเอง

ซึ่งก่อนหน้านี้ครับทุกคน ตอนที่ผมมีทีมใหญ่ๆ เหมือนในภาพนี้ โอ้โห Data อยู่กับใครครับทุกคน? อยู่กับคนนั้นที อยู่กับคนนี้ที อยู่กับทีม Marketing ที อยู่กับทีมบัญชีที อยู่กับทีม Sale Admin ที เดี๋ยวนี้ในยุคของ AI และนี่แหละครับ คือ A New Way of Doing Business ที่คุณจะชนะด้วย AI และทางเดียวที่คุณจะชนะด้วย AI อย่างแท้จริง นอกเหนือจากการมีความชัดเจนแบบนี้แล้ว คือมี Mindset ที่ถูกต้องที่ผมอยากจะฝากทุกคนไว้ในพาร์ทสุดท้ายนี้

4. 4 Mindsets สู่การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ

4 Mindsets ที่ผมอยากจะฝากให้กับผู้นำและนักธุรกิจทุกคนที่ดูช่องนี้ เวลาที่คุณจะใช้ AI นะครับ

Mindset ที่ 1: คุยกับ AI เหมือนคุยกับลูกน้อง

ผมอยากจะเสนอให้คุณ มอง AI เหมือนกับที่คุณคุยกับลูกน้อง อยากให้คุณลองจินตนาการพร้อมผมว่า วันนี้คุณมีลูกน้องอยู่ 1 คนที่จบปริญญาตรี จบปริญญาโท จบปริญญาเอก เก่งมากๆ มีความอัจฉริยะมากๆ แต่คนๆ นี้ No idea ว่าคุณคือใคร No idea ว่าสินค้าของคุณคืออะไร No idea ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร และ No idea อะไรที่ทำเงินให้กับคุณได้มากที่สุด ดังนั้น หน้าที่ของคุณคือทำยังไงก็ได้ให้สั่งเขาให้ชัดเจนเหมือนกับลูกน้องที่เก่งคนนึง

Mindset ที่ 2: เทรน AI เหมือนเทรนลูกน้องจริงๆ

นอกจากคุยกับมันเหมือนลูกน้องแล้ว อยากให้คุณ เทรนมันเหมือนลูกน้องจริงๆ ด้วย เหมือนถ้าวันนี้คุณจะรับพนักงานมาใหม่แล้วคุณบอกว่า เฮ้ย มาเดี๋ยวฉันจะส่งเธอไปเจอลูกค้ารายนั้น รายนี้ไปเลยนะ มันก็ตลกใช่ไหมครับ ถ้ามีลูกน้องคนใหม่มาจอยทีมคุณ ณ วันแรก คุณต้องทำอะไรครับ? ต้องทำการปฐมนิเทศ ต้องมีบอกว่า Product ของคุณคืออะไร Service ของคุณมีอะไรบ้าง คุณขายยังไงที่โตมาได้ขนาดนี้เพราะอะไร ตัวกลุ่มเป้าหมายเราคืออะไร ข้อมูลพวกเนี้ยครับ ถ้าคุณยิ่งมีที่เป็น Document เป็นไฟล์ที่อยู่ในคอมของคุณ ถ้ามียิ่งดี ถ้าไม่มีนะครับ ลองหาโอกาสหาเวลาที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในแหล่งเดียว แล้วเมื่อคุณมีพวกนี้ครับ คุณสามารถที่จะใช้ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT เป็น Claude ชี้เป้าไปที่แฟ้มๆ นั้น และให้ลูกน้องของคุณ ให้ AI Agent ของคุณนั้นอ่านและทำความเข้าใจ เหมือนกับคุณยื่น Handbook ให้กับพนักงานคนนั้นของคุณเลย

Mindset ที่ 3: ความชัดเจนของคำสั่งสำคัญกว่า Prompt ที่ซับซ้อน

ความชัดเจน ความกระจ่างใสของคำสั่งของคุณยังไงก็ชนะ Prompt ทุกๆ อัน คุณไม่จำเป็นต้องเก่งการ Prompt แต่สิ่งที่คุณต้องเก่งคือคุณต้องเก่ง ความชัดเจน ครับ ทำไมผมถึงต้องพาทุกคนไปทำตัว Exercise ในพาร์ทแรกของบทความนี้ก่อน เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสร้างความกระจ่างใสเสร็จแล้ว คราวนี้คุณโยนเข้าไปให้กับ AI คราวเนี้ยมันจะช่วยคุณทำงานได้อย่างแท้จริงแล้วคุณจะได้ ROI จาก AI ของคุณสักที

Mindset ที่ 4: AI เป็นทักษะใหม่ที่ทุกคนเรียนรู้ได้

ลูกศิษย์ของผมอายุมาก อายุ 75 ปี คนที่เด็กที่สุดอายุ 13 ถ้าคุณอายุน้อยกว่า 75 และมากกว่า 13 ผมบอกไว้เลยว่าคุณสามารถใช้ AI ปลดล็อกธุรกิจคุณได้ไม่ต่างกับกลุ่มลูกศิษย์ของผมที่เรียนกันมา คุณทำได้ Believe in your capability to learn AI ก็เหมือนกับเครื่องมือใหม่อันนึง เหมือนตอนนั้นย้อนเวลากลับไปตอนที่เรายังไม่มี Line ที่เรายังไม่มี IG เรายังไม่มี Facebook เครื่องมือพวกนั้นเป็นเครื่องมือใหม่หมด AI ก็ไม่ต่างกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น มันก็เพียงแค่เป็นอีกหนึ่งทักษะที่คุณต้องเพิ่มก็แค่นั้นเอง

ถ้าธุรกิจคุณผ่านตัวโควิดได้ หรือคุณสร้างธุรกิจเกิดขึ้นมาหลังจากโควิด หรือช่วงโควิดพอดี Congratulations ครับ AI ง่ายมากแล้ว ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคนที่ทำธุรกิจมาหลายๆ รุ่น ผ่านตัวต้มยำกุ้งมาแล้ว โอ้โห ผมบอกไว้เลยว่า AI ไม่ได้ยากเกินความสามารถของพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนหรอกครับ มันเป็นเพียงแค่ทักษะใหม่ก็แค่นั้นเอง

สรุปและก้าวต่อไป

การวัดผล ROI ของ AI ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหากคุณเริ่มต้นด้วยความชัดเจนในกระบวนการทำงาน ช่องทางทำเงิน และผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจคุณ เมื่อคุณมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือ AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการช่วยคุณ Scale ธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง อย่าลืมว่า AI ต้องการบริบทที่ชัดเจนจากคุณ เพื่อให้มันสามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดที่สุด

ถ้าฟังมาถึงจุดๆ นี้ คุณรู้สึกว่า เฮ้ย โอเคตอนนี้เข้าใจคุณเจไดแล้ว เราจะเอา AI ไปใช้อย่างไร แล้วรู้สึกว่าอยากจะ Take it next step further ที่จะให้ผมช่วย Guide คุณในเส้นทางการทำ AI Transformation ในธุรกิจคุณอย่างแท้จริงนะครับ ก็ทัก Line OA ของพวกเรามาได้ ผมยินดีที่จะให้คำปรึกษาเบื้องต้น และลองดูว่าพวกเราจะช่วยคุณได้อย่างไรบ้าง ผ่านตัว Workshop ต่างๆ ของเรา หรือว่าจะเป็นตัวโปรแกรมที่เราไป In-house ให้กับทีมของคุณก็ตามนะครับ หรือถ้าคุณรู้สึกว่าคุณยังไม่พร้อม อยากจะเสพคอนเทนต์ในช่องนี้ก่อน ก็มี How-to ให้เต็มไปหมดเลยนะครับ ก็หวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย และอยากจะให้ทุกคนคอมเมนต์มาใต้คอมเมนต์บทความนี้หน่อยครับว่า มีส่วนไหนที่คุณชอบมากที่สุดของบทความนี้ และมีอะไรที่คุณจะไปลงมือทำเลย สัญญากับผมว่าคุณจะไปลงมือทำเลยหลังจากที่อ่านบทความนี้เสร็จ ขอบคุณทุกคนอีกครั้งหนึ่งที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้ มีครอบครัวเรา 140,000 คนแล้วครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านคู่มือเพิ่มเติม: AI สำหรับเจ้าของธุรกิจไทยและผู้บริหาร

ดูหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง