เรียนรู้วิธีใช้ AI อย่างเต็มศักยภาพเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพตามแบบฉบับ Jedi Trinupab
ทำไม AI ของคุณยังไม่เก่งเท่าที่ควร?
หลายท่านอาจเคยเปิด ChatGPT, Claude หรือ Gemini มาลองใช้แล้วรู้สึกว่า “ก็พอใช้ได้นะ” แต่ยังไม่เคยสัมผัสผลลัพธ์ที่แท้จริงของ AI ใช่ไหมครับ? ผมจะบอกให้ว่าคนส่วนใหญ่ยังใช้ AI ได้ไม่ถึง 5% ของสิ่งที่มันทำได้เลย คลิปนี้ผมออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
ผมจะมาสอน Blueprint เหมือนที่ผมสอนลูกศิษย์กว่า 2,000 คนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจและตัวคุณเองด้วย AI ถ้าพร้อมแล้วมาลุยกันเลยครับ
1. ชัดเจนในปัญหาของคุณ (Clarity)
สิ่งแรกที่ทำให้ AI ของคุณยังไม่เก่งเท่าที่ควรคือ คนส่วนใหญ่ไม่ชัดเจนว่าปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร ดังนั้น ขั้นแรกที่คุณต้องทำคือหยุดคิดสักนิดว่าอะไรคือ คอขวด ในธุรกิจของคุณมากที่สุดตอนนี้
- คุณอาจต้องการยอดขายเพิ่ม เพราะลูกค้าทัก Line OA น้อยเกินไป
- แอดโฆษณาของคุณไม่มีประสิทธิภาพ
- กราฟิกยังไม่ดึงดูดใจ
- คุณภาพของ Product หรือ Service ยังไม่ทำให้ลูกค้าบอกต่อ
ก่อนอื่นเลย คุณต้องชัดเจนก่อนว่าคุณต้องการให้ AI แก้ปัญหาอะไรให้กับคุณ เมื่อคุณชัดเจนแล้ว Next Step คือเปิด AI ตัวไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Claude เพราะความฉลาดของ AI ในตลาดตอนนี้ต่างกันไม่เกิน 20% แม้แต่ AI ฟรีที่เป็น Local Model ก็เก่งมหาศาลแล้ว
ผมจะลองใช้ Gemini ที่ผมใช้น้อยที่สุด เพื่อให้เห็นภาพการเริ่มต้นจากศูนย์
สมมติว่าผมเป็นเจ้าของโรงงานผลิตพลาสติกส่งออกไปสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ปัญหาคือทุกอย่างเป็นระบบ Manual หมดเลย ผมจะลองถาม AI ว่า:
“ผมเป็นเจ้าของโรงงานผลิตพลาสติกส่งออกให้กับลูกค้าในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตอนนี้ปัญหาของผมคือทุกอย่างเป็นระบบ Manual หมดเลย ช่วยเสนอวิธีการที่ผมจะใช้ AI เพื่อธุรกิจของผมหน่อย”
AI ให้คำแนะนำที่น่าสนใจทันที เช่น:
- งานเอกสารและการจัดการเพื่อส่งออก: AI สามารถสกัดข้อมูลจากเอกสาร (OCR + AI) แทนที่จะให้พนักงานพิมพ์ข้อมูลจากใบสั่งซื้อ AI สามารถอ่าน PDF หรือ PO ดึงข้อมูลชื่อลูกค้า จำนวน สเปก วันที่ ลงใน Excel หรือระบบฐานข้อมูลได้อัตโนมัติ
- AI ช่วยแปลและร่างอีเมล
- ระบบตรวจสอบคุณภาพพลาสติก AI Computer Vision
นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น โดยที่ยังไม่ได้ให้บริบทอะไรมากนัก แต่ AI ก็สามารถให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ได้แล้ว นี่แสดงให้เห็นว่า ความชัดเจนในปัญหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขอแค่คุณชัดเจนในปัญหา AI ตัวไหนก็สามารถช่วยนำเสนอวิธีการได้
2. สร้างพิมพ์เขียวองค์กรของคุณ (Set Context)
ขั้นที่สองคือการ Set Context หรือตั้งบริบทให้ AI รู้จักเรามากที่สุด ผมแนะนำให้เปิด New Chat ใน AI ตัวไหนก็ได้ แล้วบอก AI ว่า:
“ผมต้องการที่จะใช้ AI เพื่อช่วยผมลดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด ช่วยสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับข้อมูลทุกๆ อย่างที่คุณต้องรู้เพื่อจะช่วยผมประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากที่สุด”
หลักๆ คือเราต้องการให้ AI สัมภาษณ์เรา และเราจะเก็บข้อมูลบทสัมภาษณ์นั้นไว้เป็นไฟล์ ผมมีไฟล์ที่ชื่อว่า “Business Context” ซึ่ง AI จะบันทึกไว้ว่า Jedi คือใคร ทำธุรกิจอะไร สอนอะไร กลุ่มลูกค้าคือใคร โทนเสียงเป็นอย่างไร ทุกอย่างที่เราต้องการให้ AI รู้จะอยู่ในไฟล์นี้ทั้งหมด เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวหนึ่งอัน ที่เราจะใช้เพื่อให้ AI รู้จักเรามากที่สุด
ข้อดีคือเมื่อคุณมีไฟล์นี้แล้ว คุณสามารถย้ายไฟล์นี้ไปใส่ใน AI ตัวอื่นๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Grok, Claude หรือ Gemini
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังรับพนักงานเก่งๆ สักคนเข้ามาทำงาน เขาจะต้องรู้ว่าคุณชอบอะไร ไม่ชอบอะไร คุณใจเป็นคนหงุดหงิดง่ายถ้าถามซ้ำๆ ซากๆ สิ่งที่คุณอยากให้เลขาเก่งๆ ของคุณรู้และเข้าใจ ให้คุณใส่เข้าไปในพิมพ์เขียวนี้เลย
หลายคนอาจคิดว่า “คุณใจ แต่ผมไม่ถนัดมานั่งพิมพ์” ทุกแอป AI ไม่ว่าจะเป็น Gemini หรือ ChatGPT มีฟังก์ชัน Use Microphone คุณสามารถพูดกับมันได้เลย แล้ว AI จะพิมพ์แทนเรา
แต่ถ้าต้องการความแม่นยำ ผมแนะนำเครื่องมือที่ชื่อว่า Whisper Flow เป็นเครื่องมือที่ผมใช้เวลาต้องการ Prompt AI แทนที่จะพิมพ์ ผมกดปุ่ม Control บนคีย์บอร์ด แล้วก็สามารถเล่าให้ AI ฟังเหมือนระบายให้เพื่อนสนิทฟัง ข้อดีคือ Whisper Flow มี AI หลังบ้านที่คอยแก้คำผิด เปลี่ยนคำให้เรา และถ้าเราพูดเป็นข้อๆ มันจะฉลาดพอที่จะจัดระเบียบคำพูดของเรา ยิ่งใช้งานมันเยอะ มันจะยิ่งรู้จักเรามากขึ้น รู้จักน้ำเสียงของเรา และช่วยพิมพ์แทนเราได้ตรงมากขึ้น ลูกศิษย์ผมทุกคนใช้แล้วพบว่าประหยัดเวลาในการ Prompt AI ได้เร็วมาก
ดังนั้น ขั้นที่ 2 คือการสร้างพิมพ์เขียวของคุณไว้ใน 1 ไฟล์ จะใส่ใน Google Doc หรือ Word Doc ก็ได้ ไม่มีผิดไม่มีถูก เอาที่คุณสะดวก
3. จัดการ AI เป็น Project แยกตามแผนก (Project-Based AI)
เมื่อมีพิมพ์เขียวแล้ว Next Step คือผมอยากหนุนใจให้ทุกคนใช้ ChatGPT Projects หรือ Notebooks ใน Gemini
ถ้าคุณมีพิมพ์เขียวของคุณเรียบร้อยแล้ว AI รู้จักคุณแล้ว คุณสามารถตั้ง Project แยกเป็นแผนกๆ ได้ เช่น แผนกบัญชี แผนกขาย แผนกการตลาด เป็นการแบ่งแยกวิธีการใช้ AI ให้เข้าใจบริบทต่างๆ ของคุณได้มากขึ้น และคุณจะไม่หลงไม่ลืม ไม่ไปใช้แชทใหญ่ที่คุยทุกเรื่อง เพราะ AI มีข้อจำกัดใน 1 แชท หรือที่เรียกว่า Context Window ถ้าเราคุยหลายเรื่องในแชทเดียวกัน AI จะเริ่ม Hallucinate หรือมึนงง
ดังนั้น เราควรแบ่งกลุ่มหัวข้อต่างๆ เช่น ผมมี Head of Finance, Head of Sales, CMO, Chief Engineer คุณสามารถเปลี่ยนให้ตรงตามสายงานของคุณได้เลย ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าบัญชี หัวหน้าการเงิน หัวหน้าการตลาด หัวหน้านักกฎหมาย อะไรก็ตามที่คุณคิดว่าจะเป็นคุณค่าในแต่ละหัวข้อที่เป็นปัญหาที่คุณอยากให้มันช่วย
และเหมือนเดิมครับ เหมือนที่คุณมีพิมพ์เขียวของคุณ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจและเคยเขียน Job Description หรือจ้างคน คุณสามารถเอา Job Description นั้นมาใส่เข้าไปใน Project ต่างๆ ได้เลย
คุณสามารถกดที่เมนู 3 จุดตรง Project Settings แล้วเอา Instructions มาใส่ Job Description ของคนๆ นั้นให้กับคุณได้
ผมจะทิ้ง Job Description ไว้ 3 อัน ที่จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนมากๆ คือ หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย หัวหน้าฝ่ายการเงิน และหัวหน้าฝ่ายการตลาด หากคุณต้องการ Custom Instruction เหล่านี้ แคปหน้าจอคลิป YouTube ของเรามาส่งใน Line OA ว่าคุณดูคลิปนี้แล้ว เดี๋ยวผมจะส่ง Custom Instruction เหล่านี้ให้ เพื่อคุณจะได้นำไปเพิ่มใน ChatGPT Projects หรือ Notebooks ของ Gemini ได้เลย ถือเป็นการแบ่งปันให้เพื่อนๆ ทุกคนได้มีของดีเอาไปใช้ด้วยกัน
นอกเหนือจากนั้น ถ้าคุณเข้าใจหลักการนี้ AI มีความรู้ของคนทั้งโลก มีความรู้จากหนังสือมากมาย แต่สิ่งที่มันขาดคือบริบทของคุณที่ครบถ้วน ดังนั้น นอกจากใส่ Job Description แล้ว คุณจะต้องมี ชุดความรู้ ให้กับเขาด้วย
ดังนั้น อย่าลืมไปใส่ชุดความรู้ของคุณ ใส่บริบทของคุณ และสิ่งที่คุณกำลังทำคือการ Ground หรือ Set พื้นฐานให้กับแชทบอทตัวนี้ ให้มีความรู้พื้นฐานของการตลาด บวกกับ Job Description ที่ชัดเจนว่าเขามีหน้าที่ต้องช่วยคุณด้านอะไรบ้าง ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงาน คุณสามารถไปหา Best Practice ว่าถ้าคุณเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดของโรงงานผลิต AI จะต้องทำอะไรให้กับคุณบ้าง นี่คือสิ่งที่เราสามารถดึงออกมาจาก AI, ChatGPT, Project Mine ได้ นี่คือ Level ที่ 3 คือการ Set Project แยกแยะในหมวดหมู่ต่างๆ
4. วาด Workflow และกำหนด Morning Brief
หลังจากนี้ ข้อ 4 คือผมอยากท้าทายให้คุณค่อยๆ วาด Workflow ต่างๆ วาด Workflow ออกมาว่าในแต่ละวันมีอะไรบ้างที่ฉันต้องทำในงานประจำวัน
มีคำถามหนึ่งที่ผมสอนลูกศิษย์เสมอคือ: “ถ้าวันนี้เราตื่นเช้ามาแล้วเราเปิดมือถือขึ้นมา ข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องการเห็น?”
- อาจเป็นยอดขาย
- Lead ต่างๆ ที่เข้ามา
- จำนวนลูกค้าที่เรายังไม่ได้ Follow Up
- สินค้าที่เราสั่งไปของเข้ามาหรือยัง
- วันนี้มีการประชุมอะไรบ้างที่เราต้องเข้า
ง่ายๆ คือเหมือนเป็น Briefing ของเรา 1 วัน ผมอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนที่ดูคลิปนี้อยู่ ค่อยๆ List ออกมาหน่อยครับว่า The Perfect Morning ตอนเช้าที่ Perfect ของเราหน้าตาเป็นอย่างไร เขียนออกมาเลยครับ อะไรก็ตามเขียนออกมา นั่นคือตัว Morning Brief
ขั้นที่ 2 เมื่อเราได้ Morning Brief แล้ว ผมอยากให้คุณค่อยๆ เขียนว่า Data ของคุณตอนนี้อยู่ไหนบ้าง เพื่อที่จะให้คุณได้ Morning Brief นั้น สมมติว่าคุณมีลิสต์ทั้งหมด 10 ข้อที่คุณอยากได้ เพื่อให้ 10 ข้อนี้เป็นจริง ต้องมีข้อมูลจากส่วนไหนบ้าง มันอยู่
สรุปและก้าวต่อไป
การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่การถามคำถาม แต่คือการสร้างระบบที่ AI สามารถเข้าใจบริบท ปัญหา และเป้าหมายของคุณได้อย่างลึกซึ้ง ด้วย Blueprint นี้ คุณจะสามารถปลดล็อกศักยภาพของ AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้ก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง
หากคุณพร้อมที่จะยกระดับธุรกิจด้วย AI และเรียนรู้การนำ AI ไปใช้ในทุกมิติของการทำงานอย่างมืออาชีพ ผมขอเชิญชวนให้คุณมาร่วม Limitless Club เพื่อเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนผู้ประกอบการและผู้บริหารที่มองเห็นโอกาสจากเทคโนโลยี AI มาร่วมสร้างอนาคตธุรกิจของคุณให้ไร้ขีดจำกัดไปกับเรา!