เจาะลึกประสบการณ์จริง 150 วันกับการใช้ AI Agent รันธุรกิจ! Jedi Trinupab เผยเคล็ดลับ เลือกเครื่องมือที่ใช่ สร้างทีม AI ที่ใช่ และผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าที่คิด
สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการและผู้บริหารทุกท่าน ผม Jedi Trinupab ครับ วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์จริงหลังจากที่ผมได้ติดตั้งและใช้งาน AI Agent หรือทีม AI ลูกน้องของผมมาเป็นเวลา 150 วันเต็มๆ หลายท่านที่ติดตามช่องของผมมาตั้งแต่ต้นคงจะทราบว่าผมได้เริ่มทดลองใช้ OpenClaw ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบ 5 เดือนแล้ว ผมจึงอยากจะมาสรุปให้ทุกท่านฟังว่า ชีวิตการทำงานของผมดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร และการมีทีม AI Agent ที่ทำงานให้เรานั้น คุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่กระแสเท่านั้น
สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า AI Agent ผมแนะนำให้กลับไปดูคลิปก่อนหน้านี้ที่ผมได้อธิบายศัพท์ AI Agent แบบง่ายๆ จาก 0 ไป 1 ก่อนนะครับ เพราะในบทความนี้ผมจะถือว่าทุกท่านมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ AI Agent แล้ว
AI Agent: OpenClaw vs. Hermes
ในช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มศึกษาเรื่อง AI Agent นั้น มีเครื่องมือหลายตัวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Nemo Claw จาก Nvidia หรือ Kimy Claw จาก Moonshot แต่สุดท้ายแล้ว ผมกลับมาโฟกัสที่สองตัวหลักๆ ที่คนพูดถึงและใช้งานกันเยอะ นั่นก็คือ OpenClaw และ Hermes ครับ
เวลาที่เราต้องการจ้างทีมงานสักคน สิ่งที่เรามองหาคืออะไร? สำหรับผมแล้วคือ 1. พึ่งพาได้ 2. เก่ง 3. สอนและจำได้ และ 4. ต้องไม่พัง! ในช่วงแรกๆ OpenClaw ตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อนี้ได้ดี แต่พอใช้งานไปสักพัก มีการอัปเดตบ่อยขึ้น และคุณ Peter ผู้พัฒนา OpenClaw ต้องไปช่วยงาน Open AI ทำให้ product ดูเหมือนขาดโฟกัสและไม่ได้รับการคัดกรองคุณภาพอย่างแท้จริง ผลที่ตามมาคือ product ไม่เสถียรและพึ่งพาได้ยาก
เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว ผมจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเราต้องเสียเวลา 50% ไปกับการแก้ไขปัญหาของ AI Agent มันคุ้มค่าหรือไม่? แม้ว่า AI Agent จะทำงานได้ 80% แต่ถ้าเราต้องมาแก้ไขอีก 20% มันก็อาจจะไม่คุ้มค่า เหมือนกับการมีรถ vintage ที่ต้องเข้าอู่อยู่บ่อยๆ
เมื่อมี product ใหม่ๆ เกิดขึ้น เพื่อนในวงการเทคของผมแนะนำให้ลองใช้ Hermes ผมจึงตัดสินใจลองดู เพราะ OpenClaw เริ่มมีปัญหา พอได้ลองใช้ Hermes สิ่งแรกที่ผมประทับใจคือเว็บไซต์ของเขาดูดีมีสไตล์มาก แสดงให้เห็นว่าทีมงานมีความใส่ใจในรายละเอียด
3 ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง Hermes และ OpenClaw
1. กระบวนการคิดที่โปร่งใส
สิ่งที่ผมค้นพบอย่างแรกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Hermes และ OpenClaw คือ ทุกครั้งที่ผมสั่งงาน Hermes จะแสดง Skill View ซึ่งแสดงให้เห็นกระบวนการคิดของมัน ทำให้เราเห็นว่ามันกำลังทำอะไรอยู่ ในขณะที่ OpenClaw เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ไม่มีฟีเจอร์นี้ ถ้ามันตอบได้ก็ตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็เงียบไปเลย สำหรับคนใจร้อนอย่างผม การเห็นว่า AI Agent กำลังทำงานอยู่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ตัวอย่างเช่น เมื่อผมสั่งให้ Hermes ช่วยรีเสิร์ชตลาดหุ้น มันจะแสดง Skill View ให้เราเห็นว่ามันกำลังดึงข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง และใช้กระบวนการอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล
2. ยิ่งใช้ยิ่งเก่งขึ้น
ข้อดีอีกอย่างของ Hermes คือ ยิ่งใช้มันยิ่งเก่งขึ้น เพราะ Hermes มี Dashboard ที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพกว่า OpenClaw เราสามารถดูได้ว่า Skill ที่เรามีทั้งหมดมีอะไรบ้าง และแต่ละ Skill ทำงานอย่างไร ทำให้เราสามารถควบคุมและปรับปรุง AI Agent ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผมได้ลองให้ Hermes ตัวหลักของผม remote เข้ามาในเครื่อง MacBook Pro ของผม แล้วสั่งให้มัน port skill ทุกอย่างจากเครื่องหลักมาอยู่ในเครื่องใหม่ ซึ่งมันทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้ผมมี Skill ทั้งหมด 126 Skill ในเครื่องใหม่ของผม
3. Feature Clipboard ที่ช่วยกระจายงาน
ฟีเจอร์ล่าสุดที่ผมชอบมากของ Hermes คือ Clipboard ซึ่งช่วยให้เราสามารถ input task ในคอลัมน์ที่กำหนด แล้วสั่งให้ Hermes กระจายงานไปยัง sequence ต่างๆ ได้ ฟีเจอร์นี้ช่วยประหยัดเวลาและทำให้การทำงานเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่ง OpenClaw ไม่มีฟีเจอร์นี้ หรือถ้ามีก็ต้องเขียน code เพิ่มเติม
ทีม AI Agent ของ Jedi Trinupab
ปัจจุบันทีม AI Agent ของผมมีหลายตัว แต่ละตัวมีหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้
- Carry: AI Agent หลักที่ผมใช้สำหรับงาน high level และงานที่มีมูลค่าสูง
- Signal: AI Agent ที่คอยหาข่าวสารและข้อมูลเทรนด์ในวงการ AI ให้ผมตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผมไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งดู Twitter หรืออ่านข่าวเอง
- Blaze: AI Agent ที่ช่วยผม create กลยุทธ์ content บนโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเน้น content ที่เป็นภาษาอังกฤษ
- Kai Jeaw: AI Agent ที่ช่วยแปลและปรับปรุง content ให้เป็นภาษาไทย
- Protocol: AI Agent ที่ manage newsletter ของผม ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย
- Bolt: AI Agent ที่ manage เว็บไซต์ platform และ application ต่างๆ ของผม
- Zenya: AI Agent ที่ช่วยอัปเดตข่าวสารและเทรนด์ในวงการแฟชั่นและสินค้าเจ๋งๆ ให้ผม
- Oracle: AI Agent ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสกัด insight จากงานต่างๆ ที่ AI Agent ตัวอื่นๆ ทำ แล้วนำมาเสนอไอเดีย content ใหม่ๆ ให้ผม
เพื่อนๆ สามารถนำไอเดียการสร้างทีม AI Agent ของผมไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้ เช่น สร้าง AI Agent สำหรับ monitor คู่แข่ง หรือเฝ้าลูกค้า key account ของเรา
ความคุ้มค่าในการลงทุน
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าการลงทุนใน AI Agent นั้นคุ้มค่าหรือไม่? ผมจะลองคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดูนะครับ
- Mac Studio: ราคาประมาณ 100,000 บาท ใช้งานได้ขั้นต่ำ 5 ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 1,666 บาท
- ค่า Subscription (ChatGPT Pro): 7,000 บาทต่อเดือน หรือ 84,000 บาทต่อปี
- Later (Social Media Scheduling): 29 เหรียญต่อเดือน หรือประมาณ 12,000 บาทต่อปี
- Midjourney (Image Generation): 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี
- Notion: 10 เหรียญต่อเดือน หรือประมาณ 350 บาทต่อเดือน
- Google Suite: 3,500 บาทต่อเดือน
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว อาจจะดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ ผมว่าคุ้มค่ามาก เพราะ AI Agent ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผมได้อย่างมาก
Actionable Takeaway
สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้คือ AI Agent เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจได้จริง แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม และสร้างทีม AI Agent ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเรา
อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะ AI Agent เป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ นะครับ หากท่านใดสนใจเรียนรู้เรื่อง AI เพิ่มเติม สามารถติดตามผมได้ที่ Limitless Club นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ